Mercedes-Benz 190 E ตำนาน Benz Sport แห่งยุค 80s
วันที่เผยแพร่ 30 ธันวาคม 2025 • ใช้เวลาอ่าน 1 นาที
เมื่อพูดถึงรถ Benz Sport ในยุคปี 1980-1990s หลายคนจะต้องนึกถึงภาพของซีดานทรงเหลี่ยมขนาดกะทัดรัดที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง เท่ เรียบง่าย แต่ทรงพลังในแบบฉบับรถเยอรมัน ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุดและยังถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้คือ Mercedes-Benz 190 E รถที่ไม่ได้เป็นเพียงซีดานธรรมดา แต่เป็นรากฐานของรถ Benz Sport สมรรถนะสูง และยังกลายเป็นต้นกำเนิดของ Mercedes-Benz C-Class ที่เรารู้จักกันในยุคปัจจุบัน
Mercedes-Benz 190 E จึงนับได้ว่าเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในการผลิตรถ Benz Sport ตัวจริงในสนามแข่ง รวมถึงเป็นรถที่พิสูจน์ชื่อเสียงของ Mercedes-Benz ผ่านความเร็ว ความทนทาน และนวัตกรรมที่ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งในยุคนั้น วันนี้ TTC Motor จะพาคุณย้อนกลับไปสำรวจประวัติของรถ Benz Sport อย่าง Mercedes-Benz 190 E อย่างละเอียด ตั้งแต่กำเนิดแนวคิด การพัฒนา ไปจนถึงความสำเร็จในสนามแข่งขันและมูลค่าปัจจุบันในตลาดของนักสะสม
กำเนิดของ Mercedes-Benz 190 E

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 การแข่งขัน World Rally Championship (WRC) เริ่มร้อนแรงมากขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์หลายเจ้า ต่างสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองจากการแข่งขันนี้ และคนทั่วไปก็เริ่มให้ความสนใจการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความนิยมนี้จะกลายเป็นช่องทางที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ในการโฆษณารถยนต์รุ่นต่าง ๆ และ Mercedes-Benz ก็ต้องการที่จะโปรโมตตัวเองเพื่อแสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันนี้
ปัญหาคือ Mercedes-Benz ยังไม่มีรถซีดานขนาดเล็กที่คล่องตัวมากพอจะลงสนามประเภทนี้ได้ จึงเกิดโปรเจกต์พัฒนารถ Benz Sport รุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 1974–1982 ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 8 ปี และใช้งบประมาณสูงถึง 600 ล้านปอนด์ การลงทุนครั้งนี้มุ่งหมายเพื่อสร้างรถที่เล็ก เบา แข็งแรง ต้านทานอากาศต่ำ และขับสนุกมากพอที่จะตอบโจทย์ทั้งการใช้งานบนถนนและการแข่งขัน
ปี 1982 รถใหม่จากโปรเจกต์นี้ก็ได้เปิดตัวภายใต้รหัส W201 ในชื่อว่า Mercedes-Benz 190 E และได้รับฉายาจากแฟนรถว่า “Baby-Benz” เพราะเป็นรถที่มีขนาดเล็กที่สุดในไลน์ผลิตของแบรนด์ในเวลานั้น แม้รุ่นพื้นฐานจะได้พละกำลังการขับเคลื่อนเพียง 118 แรงม้า เครื่องยนต์ 4 สูบ 8 วาล์ว แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าเครื่องยนต์พื้นฐานคือศักยภาพในการพัฒนา ซึ่งทำให้รุ่นนี้ถูกต่อยอดไปสู่รุ่นสมรรถนะสูงในเวลาต่อมา
Mercedes-Benz 190 E สู่ 190 E 2.3-16 รุ่นที่ยกระดับรถ Benz Sport

ปี 1979 ผู้บริหารระดับสูงของ Mercedes-Benz มีแนวคิดอยากพัฒนา Mercedes-Benz 190 E (W201) ให้เป็นรถที่สามารถลงแข่งขันแรลลีได้จริง จึงเริ่มต้นโครงการปรับแต่งรถรุ่นใหม่เพื่อให้มีสมรรถนะสูงพอสำหรับการแข่งขันระดับโลก และได้ร่วมมือกับ Cosworth Engineering ผู้สร้างเครื่องยนต์ Formula 1 ชื่อดัง เพื่อออกแบบเครื่องยนต์พิเศษให้กับรถรุ่นนี้
จนนำไปสู่การเกิดขึ้นของ Mercedes-Benz 190 E 2.3-16 ในปี 1983 รถสปอร์ตซีดานที่ทั้งทรงพลังและทนทานในระดับที่สามารถแข่งขันได้จริงในสนามแข่ง มีปริมาตรความจุของกระบอกสูบอยู่ที่ 2.3 ลิตร 16 วาล์ว และให้กำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 185 แรงม้า แรงบิด 235 นิวตันเมตร เกียร์ Manual แบบ 5 สปีด ช่วงล่างด้านหลังเป็น Multi Link ล้ออัลลอย ขนาด 15 นิ้ว

แต่ก่อนที่จะมีการเปิดตัว Mercedes-Benz ต้องการพิสูจน์ความแกร่งของ 190 E 2.3-16 จึงนำรถไปทดสอบที่ สนาม Nardò Ring ประเทศอิตาลี ในรูปแบบการทดสอบสุดโหดบนถนนวงรีลาดยางระยะทาง 7.8 ไมล์ โดยวางแผนให้รถวิ่งรวม 50,000 กิโลเมตร แบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงทุกวันตลอดสัปดาห์ หยุดเฉพาะช่วงที่จำเป็นต้องซ่อมบำรุงเท่านั้น ทีมงานใช้รถทั้งหมด 3 คัน โดยจะติดสติกเกอร์ 3 สี คือ สีเขียว สีแดง และ สีขาว มีนักขับเพียงสามคน ที่ผลัดกันขับตลอดการทดสอบ

ผลลัพธ์ออกมาน่าทึ่ง เพราะทั้งสามคันสามารถทำความเร็วสูงสุด บันทึกไว้ที่ประมาณ 154 ไมล์ต่อชั่วโมง ตลอดระยะทางที่กำหนด การทดสอบใช้เวลารวม 201 ชั่วโมง 39 นาที 43 วินาที รถที่ติดสติกเกอร์สีเขียว ได้ทำความเร็วเฉลี่ยสูงสุดที่ 247 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและสร้างสถิติโลกใหม่ถึง 11 รายการ เป็นสถิติใหม่ที่ยังไม่มีใครทำลายได้ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงกลายเป็นโมเมนต์สำคัญที่ทำให้ชื่อของ 190 E 2.3-16 ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการมอเตอร์สปอร์ตและในปี 1984 Mercedes-Benz 190 E 2.3-16 ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่การแข่งขัน F1 ที่สนาม Nürburgring ประเทศเยอรมนี
จากความแกร่ง สู่สนามแข่งอย่างแท้จริง

เมื่อ Mercedes-Benz 190 E 2.3-16 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพจากการทำลายสถิติที่ Nardò ความสำเร็จนี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ Mercedes-Benz ตัดสินใจเข้าสู่เวที Deutsche Tourenwagen Meisterschaft (DTM) อย่างจริงจังในปี 1986 นี่คือช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างแท้จริงของแบรนด์ เพราะแม้ Mercedes-Benz จะเริ่มต้นได้ดี แต่ตำแหน่งแชมป์ในฤดูกาลแรกกลับตกเป็นของ Rover Vitesse แต่การเข้าร่วมการแข่งขันในปีแรกก็ทำให้ Mercedes-Benz หันกลับมาพัฒนาเครื่องยนต์ให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในครั้งต่อไป
แต่เมื่อคู่แข่งสำคัญอย่างค่ายใบพัด ในรุ่น M3 E30 เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1987 และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและได้ชนะการแข่งขันในปีนั้นไป จุดนี้เองที่ทำให้ Mercedes-Benz ได้ยกระดับ 190 E ให้มีสมรรถนะสูงกว่าเดิม เพื่อท้าชนกับฝั่งค่ายใบพัด และรุ่นอื่น ๆ

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ Mercedes-Benz จึงพัฒนารถ Benz Sport รุ่นพิเศษขึ้น นั่นคือ 190 E 2.5-16 Evolution I ซึ่งเปิดตัวในปี 1989 รุ่นนี้ถูกออกแบบใหม่ในหลายด้าน โดยเน้นการสร้างพื้นฐานให้รถพร้อมต่อยอดไปสู่รถแข่ง DTM และสามารถท้าทายรถจากแบรนด์อื่น ๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ จึงได้พัฒนาเครื่องยนต์เป็น 2.5 ลิตร 195 แรงม้า อัตราทดเฟืองท้ายถูกปรับให้ส่งแรงได้ดีขึ้น เบรกหน้าและหลังถูกปรับให้ใหญ่ขึ้นจึงต้องเปลี่ยนไปใช้ล้อขนาด 16 นิ้ว พร้อมงานออกแบบภายนอกที่เฉียบคมขึ้น
และในปีนั้น 190 E 2.5-16 Evolution I ได้ประเดิมสนามแรกที่สนาม Mainz-Finthen ประเทศเยอรมนี และได้คว้าชัยชนะได้ในทันที แต่ในการแข่งตลอดฤดูกาลนั้น ก็ยังพ่ายแพ้ให้ M3 E30 จากค่ายใบพัดอยู่ดี จึงต้องมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

เพียงหนึ่งปีหลังการเปิดตัว Evolution I ทาง Mercedes-Benz ก็ได้เผยโฉมสุดยอดพัฒนาการของตระกูล 190 E คือ 190 E 2.5-16 Evolution II ซึ่งได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อการแข่งขัน ทั้งการเปลี่ยนเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ที่ทำให้เครื่องยนต์สามารถทำรอบได้สูงถึง 7,800 รอบ/นาที การเปลี่ยนระบบเบรกใหม่ การขยับไปใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว และการปรับ Body รอบคันตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อลดแรงต้าน
แม้ว่าในปี 1990 รถ Evo II แสดงศักยภาพได้อย่างน่าทึ่งในการเปิดตัวลงแข่งขันที่สนาม Nordschleife ประเทศเยอรมนี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปเนื่องจากรถเสียระหว่างการแข่งขัน ซึ่งหลังจากนั้นในช่วงปลายปีเดียวกัน Mercedes-Benz ได้ตัดสินใจจับมือกับ AMG และมอบหมายให้พัฒนารถแข่งอย่างเป็นทางการต่อไป แต่การแข่งขัน DTM ในปี 1991 รถ Evo II ก็ยังไม่เป็นอย่างที่แบรนด์คาดหวัง

ความสำเร็จของ Evo II มาถึงขีดสุดในปี 1992 เมื่อ Klaus Ludwig นักแข่งรถยนต์ชาวเยอรมัน พารถรุ่นนี้คว้าแชมป์ DTM ได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังมี Ellen Lohr นักแข่งหญิงเพียงคนเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์ในการแข่งขันด้วยการชนะการแข่งขันในสนาม Hockenheim ด้วยรถรุ่นเดียวกัน การคว้าชัยชนะครั้งนี้ได้ยืนยันสถานะของ Mercedes-Benz 190 E ว่ามันไม่ได้เป็นเพียงรถซีดานธรรมดาอีกต่อไป แต่คือหนึ่งใน รถสปอร์ตซีดาน ที่ทรงอิทธิพลที่สุดรุ่นหนึ่งในยุคนั้น และถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การแข่งขันรถยนต์ของเยอรมนีอย่างถาวร
190 E 2.5-16 Evolution จึงกลายเป็นตำนานถึงปัจจุบัน
Mercedes-Benz 190 E ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวเข้าสู่ตลาดรถซีดานขนาดกะทัดรัดอย่างเต็มตัว พร้อมพิสูจน์ว่าบริษัทรถระดับพรีเมียมก็สามารถสร้างรถในเซกเมนต์นี้ได้อย่างโดดเด่น ทั้งในด้านยอดขาย ความนิยม และสมรรถนะในสนามแข่ง
หลังจากความสำเร็จของ 190 E โดยเฉพาะเวอร์ชันสมรรถนะสูงอย่าง 190 E 2.5-16 Evolution I และ II ทาง Mercedes-Benz ก็ได้นำพื้นฐานด้านวิศวกรรมและแนวคิดการออกแบบจากรุ่นนี้ไปต่อยอดสู่การพัฒนา C-Class รุ่นแรกในปี 1993 (รหัสตัวถัง W202) ซึ่งมาพร้อมงานดีไซน์ที่ทันสมัยขึ้น อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบขึ้น และตัวถังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร ดังนั้น 190 E จึงกลายมาเป็นพื้นฐานของ C-Class ถึงปัจจุบัน

ราคาปัจจุบันของ 190 E จากรถซีดานรุ่นเล็ก สู่ของสะสมราคาหลักล้าน
แม้เวลาจะผ่านมากว่า 40 ปี แต่ความนิยมของ Mercedes-Benz 190 E ไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มคุณค่ามากขึ้น โดยเฉพาะรุ่นพิเศษอย่าง 190 E 2.5-16 Evolution II ที่ผลิตเพียง 500 คันทั่วโลก ทำให้กลายเป็นหนึ่งในรถคลาสสิกที่นักสะสมต่างต้องการครอบครอง
ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่เหนือชั้น และความหายาก จึงทำให้ราคาประมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ MOTORTREND ระบุว่า รถ 190 E 2.5-16 Evolution II ที่ถูกนำมาประมูลบนแพลตฟอร์ม Bring a Trailer เคยปิดราคาสูงถึง 199,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,400,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของรถระดับตำนานรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี
สรุป : 190 E คือจุดเริ่มต้นของ Benz Sport ที่คนทั่วโลกรู้จัก
Mercedes-Benz 190 E ตั้งแต่รหัสเครื่อง W201 ถึง Evolution II คือรถที่ทำให้โลกมอง Mercedes-Benz ในมุมใหม่ ไม่ได้มีแค่รถหรูและคุณภาพระดับ Premium Luxury แต่คือรถที่สามารถสร้างสมรรถนะระดับการแข่งขันได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่การทำลายสถิติที่ Nardò Ring ไปจนถึงการครองแชมป์ DTM และการกลายเป็นรากฐานของรถสปอร์ตและเป็นต้นกำเนิดรหัสยอดฮิตอย่าง C-Class ในปัจจุบัน ทุกองค์ประกอบของ 190 E คือการบอกเล่าเรื่องราวความตั้งใจของ Mercedes-Benz ที่อยากสร้างรถที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทุกด้านตามแบบของแบรนด์ตราดาวสามแฉก
หากคุณกำลังหลงใหลในรถ Benz Sport หรือกำลังมองหารถ Mercedes-Benz รุ่นในฝัน มาสัมผัสและทดลองขับด้วยตัวคุณเองได้ที่ : TTC Motor
Benz TTC Motor (พัฒนาการ)
Location : https://maps.app.goo.gl/SBk239G95QgdzUPK6
เปิดให้บริการ : ทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 1274 หรือ 02 322 2222
Facebook : Benz TTC
LINE Official : @benzttc
Benz TTC Motor (อุบลราชธานี)
Location : https://maps.app.goo.gl/T1YfZxGBizNf3p136
เปิดให้บริการ : ทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 045 475 222
Facebook : Benz TTC MOTOR Ubonratchathani
LINE Official : @benzttcubon


